รับก้อนเดียวหรือทยอย 40 ปี? โค้ชการเงินกางสูตรคำนวณเงินล้านดอลลาร์ของ เนเน่ รอยัล

เงินรางวัล 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 33 ล้านบาท ของ เนเน่ รอยัล ที่คว้าแชมป์ America’s Got Talent 2026 มาได้นั้น ไม่ได้แปลว่าจะได้รับเงินเต็มจำนวนแบบเป๊ะๆ เพราะมีเรื่องของภาษีและมูลค่าเงินตามเวลาเข้ามาเกี่ยว ซึ่งนฤมล บุญสนอง นักวางแผนการเงิน CFP และกรรมการสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ออกมาวิเคราะห์ว่าทางเลือกในการรับเงินมี 2 แบบหลักๆ คือรับเป็นรายปีปีละ 25,000 ดอลลาร์ ต่อเนื่อง 40 ปี หรือจะเลือกรับเป็นเงินก้อนตามมูลค่าปัจจุบัน ซึ่งมีรายงานว่าอยู่ที่ราว 250,000–300,000 ดอลลาร์ โดยทั้งสองทางเลือกนี้เป็นตัวเลขก่อนหักภาษีทั้งสิ้น
เนเน่ รอยัล หรือ แพรว-รัตติกานต์ อำลอย นักร้องและมือกีตาร์ชาวไทยวัย 16 ปีจากภูเก็ต คือผู้ชนะในรายการนี้ ซึ่งตามกฎหมายของรายการ (AGT Fine Print) เงินรางวัล 1 ล้านเหรียญไม่ได้ถูกตั้งไว้เป็นเงินก้อนตั้งแต่แรก แต่จ่ายผ่านรูปแบบกองทุนรายปี (Annuity) ปีละ 25,000 ดอลลาร์ เป็นเวลา 40 ปี เมื่อคูณกันแล้วจึงจะได้ยอดรวม 1 ล้านดอลลาร์พอดี
กับดักภาษีและตัวเลขที่หายไป
เรื่องที่ต้องระวังที่สุดคือภาษี เพราะในฐานะคนต่างชาติ เนเน่ต้องเสียภาษีฝั่งสหรัฐฯ 30% และยังมีภาษีรัฐแคลิฟอร์เนีย (California State Tax) อีก 7-13% ซึ่งถ้าคิดที่เรทต่ำสุดคือ 7% ก็ต้องเสียภาษีรวมกันถึง 37% แล้ว และยังไม่รวมภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทยด้วย
หากเลือกรับเงินก้อนครั้งเดียว เมื่อหักภาษีทั้งหมดแล้ว เงินที่ได้รับจริงจะคิดเป็นเงินบาทอยู่ที่ 6,237,000 บาท (คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยน 33 บาทต่อดอลลาร์) ในขณะที่หากเลือกทยอยรับรายปี ปีละ 25,000 ดอลลาร์ และนำเงินหลังหักภาษีไปลงทุนต่อที่ผลตอบแทน 7% ต่อปี เป็นเวลา 40 ปี จะได้รับเงินรางวัลปีละ 825,000 บาท (เรท 33 บาทต่อดอลลาร์) แต่ตัวเลขนี้ยังไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย และภาษีของสหรัฐฯ กับรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเมื่อหักภาษี 37% และ 7% แล้ว จะเหลือเงินสุทธิที่ได้รับจริงๆ ปีละ 519,750 บาท
พลังดอกเบี้ยทบต้น: ก้อนเดียว VS ทยอยรับ
เมื่อนำเงินมาจำลองการลงทุนต่อเพื่อดูการเติบโตในระยะยาว พบว่าผลลัพธ์ต่างกันมหาศาล หากนำเงินก้อนสุทธิ 6,237,000 บาท ไปลงทุนทบต้น (Compound Interest) โดยตั้งเป้าให้โต 5.29 เท่าของเงินต้น ด้วยผลตอบแทน 8% ต่อปี เป็นเวลา 22 ปี จะได้กำไรจากการลงทุนสูงถึง 27 ล้านบาท และจะมีเงินต้นรวมกำไรครบ 33 ล้านบาทพอดี
แต่ถ้าเลือกทางเลือกที่สอง คือนำเงินสุทธิปีละ 519,750 บาท ไปลงทุน 7% ต่อปี และลงทุนเพิ่มแบบนี้ทุกปีต่อเนื่อง 40 ปี ผลตอบแทนสะสมที่นำไปลงทุนตลอด 40 ปี จะอยู่ที่ 20,790,000 บาท เมื่อรวมดอกเบี้ยและกำไรทบต้นแล้วจะได้ประมาณ 82 ล้านบาท ทำให้มูลค่าพอร์ตรวมเมื่อครบ 40 ปี พุ่งไปถึง 103.76 ล้านบาท
ความเสี่ยงที่ต้องแลก
แม้ตัวเลขการทยอยรับจะดูว้าว แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวนตลอด 40 ปี รวมถึงความไม่แน่นอนของกฎหมายและภาษีในอนาคต แถมเงิน 1 ล้านดอลลาร์ในกรณีนี้คือมูลค่าในอนาคต ไม่ใช่เงินที่ได้รับวันนี้ ซึ่งหากคำนวณย้อนกลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน มูลค่าจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ในทางกลับกัน การรับเงินก้อนทำให้สามารถบริหารเงินและลงทุนได้ทันที แต่ความเสี่ยงจะตกอยู่ที่ตัวผู้รับว่าจะมีวินัยและบริหารพอร์ตเป็นไหม เพราะถ้าต้องการผลตอบแทน 7-8% ต่อปี ก็ต้องยอมรับความผันผวนที่อาจทำให้เงินต้นลดลงได้ หากบริหารผิดพลาดอาจต้องพึ่งผู้เชี่ยวชาญมาช่วยจัดพอร์ต
สรุปคือการวางแผนการเงินไม่ใช่แค่การหาว่าทางไหนได้เงินเยอะที่สุด แต่คือการรู้ว่าเหลือเงินเท่าไหร่และจะทำให้มันเติบโตได้อย่างไร โดยเฉพาะการเริ่มวางแผนทันทีเพื่อใช้ระยะเวลาให้เงินทำงาน ซึ่งจะมีผลต่อความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวมากที่สุด
งานนี้เงินล้านดอลลาร์ที่เห็น ไม่ได้มาง่ายๆ และไม่ได้มาเต็มๆ จริงๆ นะเนี่ย เป็นคุณจะเลือกรับเงินก้อนไปปั้นต่อเอง หรือจะรอรับรายปีแบบชิลๆ แต่ลุ้นเรทเงินไปอีก 40 ปีดี?
