MAD Thailandเพลง คนดัง และป๊อปคัลเจอร์
บันเทิง

รีวิว Resident Evil 2026: ฉบับนี้คือเดอะเบสท์! โหด มันส์ เลือดสาดแบบไม่กั๊ก

Resident Evil (2026) กำลังเป็นนาทีทองในการกอบโกยรายได้แบบสุดๆ เพราะล่าสุดกวาดเงินทั่วโลกไปแล้วกว่า 208.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแบ่งเป็นรายได้จากอเมริกาเหนือ 110 ล้านดอลลาร์ และตลาดต่างประเทศอีก 98.3 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเมื่อเทียบกับทุนสร้างที่ใช้ไปราว 75 ล้านดอลลาร์ บอกเลยว่ากำไรเน้นๆ และมีการคาดการณ์ว่าตัวเลขอาจพุ่งไปแตะ 300 ล้านดอลลาร์ตอนปิดโปรแกรมฉาย ซึ่งถ้าทำได้จริงก็มีสิทธิ์ขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในภาคที่ทำรายได้สูงที่สุดของแฟรนไชส์นี้เลย

สำหรับใครที่ไม่รู้จัก Resident Evil หรือ Biohazard ในญี่ปุ่น นี่คือแฟรนไชส์เกมสยองขวัญระดับตำนานจาก Capcom ที่เน้นการเอาชีวิตรอดในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายจากไวรัสและอาวุธชีวภาพ ซึ่งถูกนำมาดัดแปลงเป็นสื่อหลากหลายรูปแบบ ทั้งหนังคนแสดงและแอนิเมชัน โดยเป็นแฟรนไชส์สยองขวัญที่ประสบความสำเร็จที่สุดตลอดกาลด้วยยอดขายเกมกว่า 200 ล้านชุด

ฉีกกฎเดิมๆ ด้วยมุมมองคนธรรมดา

ความจึ้งของเวอร์ชันนี้คือ แซ็ค เครกเกอร์ ผู้กำกับที่พาเราเดินออกจากสิ่งที่เคยเห็นในหนังทุกภาคที่ผ่านมาได้อย่างน่าสนใจมาก แทนที่จะดึงเอาตัวละครที่แฟนๆ คุ้นหน้ามาใช้ หรือพยายามเล่าเรื่องเดิมๆ หนังกลับเลือกพาเราเข้าไปสัมผัสความสยองของ Raccoon City ผ่านสายตาของคนธรรมดาที่ไม่มีทักษะพิเศษอะไรเลย ซึ่งจุดนี้แหละที่ทำให้คนดูต้องลุ้นระทึกไปกับตัวละครแบบเต็มกราฟ

โดยเฉพาะการเล่าเรื่องผ่านตัวละครใหม่ที่ไม่มีตัวตนอยู่ในจักรวาล Resident Evil มาก่อน ทำให้เราเดาทางไม่ได้เลยว่าเรื่องราวจะจบลงตรงไหน แถมยังดึงเอาความรู้สึกไม่น่าไว้วางใจแบบเดียวกับในเกมกลับมาได้อย่างเข้ามือ ทำให้ตลอดการดูเรารู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างรอเล่นงานอยู่ตลอดเวลา

งานภาพและจังหวะที่ทำถึง

ต้องยอมรับว่าลายเซ็นของผู้กำกับชัดเจนมากจนบางจังหวะชวนให้นึกถึงหนังอย่าง Barbarian (2022) และ Weapons (2025) โดยเฉพาะวิธีเล่นกับพื้นที่ มุมกล้อง และการสร้างความระแวง หนังรู้จังหวะการหลอกและการปล่อยให้คนดูไม่ไว้วางใจได้อย่างยอดเยี่ยม แถมยังมี POV แบบ Third Person View ที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนเห็นสิ่งเดียวกับตัวละคร แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่รู้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่ตรงมุมถัดไป บวกกับจัมป์สแกร์ที่โผล่มาให้สะดุ้งเป็นระยะ บอกเลยว่าจังหวะผีๆ แบบนี้คือสิ่งที่คนรักความสยองต้องการ

สวรรค์ของแฟนเกมกับความโหดระดับจัดเต็ม

ถ้าพูดถึงความโหด มันส์ และความตลกร้าย บอกเลยว่าแซ็คสาดเลือดสาดความมันส์มาให้แบบไม่มีกั๊ก ทำให้รสชาติของภาคนี้แตกต่างจาก Resident Evil ทุกเวอร์ชันที่เคยดูมาอย่างชัดเจน และที่สำคัญคือแฟนเกมน่าจะยิ้มไม่หุบ เพราะหนังใส่ element จากเกมมาให้ตามเก็บกันเพียบ ไม่ว่าจะเป็นประตูที่ล็อกด้วยกุญแจ, สเปรย์ปฐมพยาบาล, เครื่องพิมพ์ดีด ไปจนถึงคลังอาวุธตั้งแต่ปืนพกยันลูกซองเบอร์ใหญ่ เห็นได้ชัดว่าคนทำหนังทำการบ้านกับต้นฉบับมาดีมาก

ด้วยความยาวเพียง 95 นาที หนังจึงไม่เสียเวลาพร่ำเพรื่อแต่เร่งเครื่องตั้งแต่นาทีแรก โดยเริ่มเรื่องที่โรงพยาบาลและพาเราไปรู้จักกับ ‘ไบรอัน’ รับบทโดย ออสติน อับรามส์ (ที่เคยร่วมงานกับแซ็คมาแล้ว) ซึ่งครั้งนี้เปลี่ยนจากบทไอ้ขี้ยาหนีตำรวจ มาเป็นพนักงานส่งพัสดุทางการแพทย์ที่ต้องมาวิ่งหนีซอมบี้แทน ไบรอันได้รับภารกิจให้นำของสำคัญไปส่งยัง Raccoon City ในวันที่ไวรัสและอาวุธชีวภาพจาก Umbrella Corporation กำลังระบาดหนัก จากแค่คนอยากส่งของให้เสร็จแล้วกลับบ้าน กลับต้องกลายเป็นคนที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดจากเมืองนรก

จุดที่ยังขัดใจและบทสรุป

แน่นอนว่าไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ จุดที่รู้สึกสะดุดที่สุดคือตอนจบที่ดูล้นและหลุดจากสิ่งที่ปูมาตั้งแต่ต้นไปพอสมควร เหมือนหนังเริ่มหาที่ลงไม่เจอจนพยายามเร่งบทสรุปให้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทำให้โทนเรื่องที่คุมไว้ดีในช่วงแรกเริ่มหลุด แถมฉากท้ายๆ ยังชวนให้นึกถึงหนัง Body Horror ระดับตำนานอย่าง The Thing ซึ่งดูท่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาไม่น้อย

แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่จนกลบความสนุก เพราะภาพรวมของ Resident Evil เวอร์ชันนี้รู้ตัวดีว่าตัวเองเป็นหนังแนวไหน ไม่พยายามเป็นมหากาพย์ ไม่ยัดเรื่องราวให้ใหญ่โตเกินไป และที่สำคัญคือไม่ทิ้งปมไว้เพื่อรอภาคต่อ เป็นหนังที่เดินเรื่องกระชับ ได้ความบันเทิงแบบไม่ต้องคิดเยอะ แต่มีรายละเอียดให้แฟนเกมได้สนุกกับการหา easter egg ตลอดทาง

ใครที่ชอบความโหดแบบไม่กั๊กและอยากสัมผัสบรรยากาศ Raccoon City ในมุมมองใหม่ ต้องบอกว่าภาคนี้คือทางเลือกที่ถูกต้องที่สุดแล้ว

จากแหล่งข้อมูลสาธารณะ วิกิพีเดีย ยูทูบ อินสตาแกรม และติ๊กต็อก