ซีรีส์วายไทยรันวงการซอฟต์พาวเวอร์…แต่ใครกำลังแบกโลกใบนี้อยู่ข้างหลังจอ?

ถ้าพูดถึงซีรีส์วายไทยในวันนี้ ไม่มีใครไม่รู้จักความฮอตปรอทแตกของวงการนี้อีกแล้ว ทุกครั้งที่มีซีรีส์ใหม่ออกมา แฟนคลับทั่วโลกพร้อมใจกันปั่นแฮชแท็กจนติดเทรนด์บน X ข้ามวันข้ามคืน นักแสดงเดินสายแฟนมีตกันฉ่ำๆ ทั่วทุกมุมโลก ซีรีส์วายจึงถูกกล่าวถึงในฐานะหนึ่งในความสำเร็จของซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ไทย ซึ่งก็คือพลังอ่อนที่ไม่ได้บังคับใคร แต่ดึงดูดโลกด้วยวัฒนธรรมและความน่าสนใจ
ความปังระดับโลกนี้ยังสะท้อนผ่านตัวเลขทางเศรษฐกิจที่โตวันโตคืน SCB Economic Intelligence Center (SCB EIC) คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดการผลิตซีรีส์วายไทยจะพุ่งทะลุ 4,900 ล้านบาทในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 17% จากเดิมที่เป็นแค่ 0.7% ของมูลค่าสื่อบันเทิงไทยในปี 2562 ก็จะกลายเป็น 3.9% ในปี 2568 นี่ไม่ได้เป็นแค่คอนเทนต์เฉพาะกลุ่มอีกต่อไปแล้ว แต่คือปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
ประเทศไทยนี่ตัวตึงเรื่องซีรีส์วายเลยนะ SCB EIC บอกว่ามีซีรีส์แนวบอยเลิฟ (BL) และเกิร์ลเลิฟ (GL) ออกอากาศรวมกันแล้วกว่า 340 เรื่อง และในปี 2567 ไทยครองสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของซีรีส์วายทั้งหมดที่ฉายในเอเชีย ความนิยมขนาดนี้ยังจุดพลุให้ธุรกิจอื่นๆ โตตามไปด้วย ตั้งแต่นิยายและการ์ตูนที่ถูกดัดแปลง ธุรกิจอีเวนต์และแฟนมีต ของที่ระลึก การโฆษณา ไปจนถึงโรงแรม ร้านอาหาร และสายการบินที่ได้อานิสงส์จากแฟนคลับต่างชาติที่บินตามรอยไปดูสถานที่ถ่ายทำ
ภาครัฐก็เห็นศักยภาพนี้เช่นกัน กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เดินหน้าพาผู้ประกอบการไปบุกตลาดต่างประเทศ ในปี 2568 พาไปเจรจาที่ไต้หวันจนสร้างโอกาสทางการค้าได้หลายร้อยล้านบาท ปี 2569 ก็ไฟเขียวกิจกรรมส่งเสริมซีรีส์วายต่างประเทศอีก 6 โครงการ ครอบคลุมทั้งเอเชีย ออสเตรเลีย ลาตินอเมริกา และยุโรป ส่วนผลปีงบประมาณ 2568 สร้างมูลค่าการเจรจาทางการค้ารวมกว่า 5,567 ล้านบาท เห็นตัวเลขแล้วก็อดทึ่งไม่ได้
แต่เดี๋ยวก่อน ในขณะที่เบื้องหน้าเต็มไปด้วยความฟินและตัวเลขพันล้าน คำถามสำคัญที่ผุดขึ้นมาคือ คนที่สร้างความสำเร็จเหล่านี้ขึ้นมาจริงๆ กำลังทำงานอยู่ภายใต้เงื่อนไขแบบไหน? พอได้คุยกับคนทำงานเบื้องหลังของอุตสาหกรรมซีรีส์วาย เรื่องที่พวกเขาเล่ามาไม่เหมือนตัวเลขสวยๆ ที่เพิ่งอ่านมาเลยสักนิด
คุณเอ (นามสมมติ) คนทำงานฝ่ายตัดต่อ เล่าว่าเธอใช้ประโยคหนึ่งบอกตัวเองทุกครั้งที่โดนวิจารณ์จากผู้ชม งานตัดต่อคืองานที่ถ้าทำได้ดีก็จะแนบเนียนจนแทบไม่มีใครสังเกตเห็น เราเห็นแค่ฉากต่อฉาก ได้ยินเพลงขึ้นมาถูกจังหวะ แต่กว่าภาพเหล่านั้นจะมาถึงหน้าจอ คนทำงานต้องนั่งอยู่กับฟุตเทจมหาศาล เลือกแล้วเลือกอีก ตัดแล้วตัดอีก และคุณเอคือหนึ่งในนั้น ในช่วงหนึ่งเธอต้องรับผิดชอบงานตัดต่อพร้อมกันถึง 2-3 โปรเจกต์ พอมีเรื่องมากระทบก็แทบไม่มีพื้นที่ให้กังวลนาน ต้องสลัดออกแล้วโฟกัสกับงานที่กองตรงหน้า
แต่ปัญหาไม่ได้อยู่แค่งานหนัก เพราะเส้นแบ่งระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวเคยถูกข้ามไปแล้ว ความไม่พอใจในซีรีส์ที่เธอตัดต่อนั้นไม่ได้จบแค่คำวิจารณ์ว่าชอบไม่ชอบฉากไหน แต่แฟนคลับบางส่วนถึงขั้นตามหาว่าใครเป็นคนทำงานเบื้องหลัง แคปชื่อ ตามหาบัญชีส่วนตัว แล้วเอาไปวิจารณ์บนโลกออนไลน์ คุณเอยอมรับว่าตอนนั้นรับมือไม่ค่อยไหว สิ่งที่ทำได้คือไม่ตอบโต้ และต้องตั้งบัญชีออนไลน์ตัวเองเป็นส่วนตัวนานถึง 1-2 ปี
พอถามว่าค่ายเข้ามาช่วยจัดการเรื่องเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน คำตอบของเธอสั้นมาก เธอบอกว่าต้องจัดการตัวเอง 100% จากประสบการณ์ของคุณเอ ถ้าเรื่องไม่กระทบรายได้หรือตัวศิลปินโดยตรง ค่ายมักไม่แสดงท่าทีอะไร แม้แต่ตอนที่คนเบื้องหลังทักท้วงว่างานอาจมากเกินไป เสียงนั้นก็ไม่มีน้ำหนักพอจะเปลี่ยนทิศทาง เพราะตรรกะที่ได้รับกลับมาคือเมื่อผู้ว่าจ้างจ่ายเงินแล้ว ก็ทำตามที่เขาต้องการ คนเบื้องหลังจึงไม่ได้แค่ทำงานที่ผู้ชมมองไม่เห็น แต่บางครั้งยังอยู่ในตำแหน่งที่เสียงตัวเองเบากว่าเสียงจากหลายทิศทาง ทั้งคำสั่งจากผู้ว่าจ้าง เงื่อนไขตลาด และความคาดหวังจากผู้ชม
เมื่อแฟนคลับมีอิทธิพลมากขึ้น บริษัทก็ต้องขยับตาม และการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้หยุดแค่ฝ่ายการตลาด แต่ย้อนกลับมาถึงโต๊ะทำงานของคนเบื้องหลัง บางงานต้องแก้ซ้ำจนภาระเพิ่มขึ้น 2-3 เท่าในเวลาเท่าเดิม คุณเอใช้ประโยคหนึ่งอธิบายสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นว่า คนดูคือผู้กำกับไปแล้ว ซึ่งถ้าฟังจากฝั่งแฟนคลับอาจฟังดูแรง แต่ในฐานะคนทำงาน มันชี้ให้เห็นว่าอำนาจในการกำหนดว่างานควรเป็นอย่างไรนั้นไม่ได้ไหลจากบริษัทลงสู่คนทำงานทางเดียวอีกต่อไป
นี่คือเบื้องหลังของความฟินระดับชาติที่เราเห็นกันอยู่ทุกวัน ถ้าซอฟต์พาวเวอร์ของเราต้องแลกมาด้วยการแบกรับของคนทำงานแบบนี้ จริงๆ แล้วใครกันแน่ที่กำลังจ่ายต้นทุนให้ความสำเร็จนั้นอยู่?
