MAD Thailandเพลง คนดัง และป๊อปคัลเจอร์
บันเทิง

รีวิว 'คลึง' ซีรีส์นวดแผนไทยสายดาร์ก ที่ดันกลายเป็นทีมฮีโร่พลังวิเศษเฉย

มาแบบก้าวกระโดดกับ 'คลึง' ซีรีส์ 8 ตอนจาก oneD ORIGINAL ของช่องวัน 31 ที่กล้าหยิบเอาศาสตร์การนวดแผนไทยมาฟีเจอริ่งกับพล็อตล้างแค้น การเชือดเฉือนกลุ่มทุนเทา และเรื่องคอร์รัปชัน บอกเลยว่าไอเดียเริ่มต้นคือปังมาก เพราะเป็นการเปลี่ยนมรดกภูมิปัญญาไทยให้กลายเป็นอาวุธลับสุดอันตราย

เรื่องราวโฟกัสที่ หัตถา (ชาร์เลท-วาศิตา แฮเมเนา) สาวผู้สืบทอดวิชานวดโบราณที่ชีวิตพังเพราะกลุ่มทุนจีนเทาทำแม่และพี่ชายเสียชีวิต เมื่อพึ่งกฎหมายไม่ได้ เธอเลยเปลี่ยนวิชาเยียวยาให้กลายเป็น 'อวิชชานวดฆ่า' โดยมี ปลาวาฬ (ก้อง-วิทยา เทพทิพย์) เพื่อนวัยเด็กที่เก่งเรื่องกลิ่นคอยซัพพอร์ต และต้องรับมือกับความสัมพันธ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับ ภัทร (เทศน์ ไมรอน) ในเกมไล่ล่าเครือข่ายอิทธิพลมืด

เมื่อนวดไทยกลายเป็นวิทยายุทธ์กำลังภายใน

ช่วงแรกที่ดูนึกว่าจะมาทาง Dark Thriller หรือ Medical Suspense ที่เน้นเรื่องกายวิภาคและสรีรวิทยาให้ดูสมจริง แต่พอผ่านครึ่งเรื่องไป กลับกลายเป็นว่าโครงสร้างบทละครยังติดหล่มอยู่ในสูตรสำเร็จเดิมๆ ของช่องวัน และดันขยับไปทางคอมมิกยอดมนุษย์กลายพันธุ์ซะอย่างนั้น

ความน่าเสียดายคือการที่ซีรีส์ลดทอนความสมเหตุสมผลทางกายภาพลง เพื่อแลกกับความหวือหวา ตัวละครหัตถาไม่ต้องใช้หลักการแพทย์ในการสร้างลิ่มเลือดหรือทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะให้เนียนๆ แต่ใช้เพียงปลายนิ้วแตะคู่ต่อสู้ก็ชักเกร็งหรือตายได้ในเสี้ยววินาที ทำให้ศาสตร์การนวดที่ควรเป็นหัวใจหลัก กลายเป็นแค่ 'กิมมิกแฟนตาซี' ไว้เสริมบารมีนางเอกเท่านั้น

ความเหนือจริงยังลามไปถึง ปลาวาฬ ที่นอกจากจะเชี่ยวชาญด้านสุคนธบำบัดแล้ว บทดันมอบพลังประสาทสัมผัสระดับเหนือมนุษย์ให้ สามารถสูดกลิ่นเพื่อแกะรอยและตรวจจับบุคคลได้เหมือนสุนัขตำรวจ K9 พอตัวเอกมีสกิลแตะสั่งตายและคู่หูมีจมูกทิพย์ บรรยากาศเรื่องเลยเปลี่ยนจากดราม่าล้างแค้นกลายเป็น 'ทีมฮีโร่กลายพันธุ์' สู้กับวายร้ายด้วยพลังวิเศษ ซึ่งทำให้เสน่ห์ของการสืบสวนหักเหลี่ยมที่คนดูคาดหวังหายไป เพราะทุกอย่างถูกคลี่คลายด้วยพลังวิเศษมากกว่าไหวพริบ

โปรดักชันพรีเมียมแต่เนื้อในคือละครเย็น

ต้องยอมรับว่า 'คลึง' พยายามเกาะกระแสสังคมปัจจุบันได้ดี ทั้งเรื่องตึกถล่มเพราะลดสเปกวัสดุ หรือตำรวจหน้าดีแต่เบื้องหลังรับใช้เครือข่ายอาชญากรรม ซึ่งเป็นการนำปมร่วมสมัยมาทำให้เนื้อหาดูสดใหม่

แต่ถ้าลองตัดเรื่องแสงแบบ Low-key โทนสีคอนทราสต์จัด ดนตรีสังเคราะห์ที่กดดัน และสัดส่วนภาพแบบภาพยนตร์ออก สิ่งที่เหลืออยู่คือโครงสร้างแบบ 'ละครเย็นก่อนข่าว' ชัดๆ ทั้งไดนามิกที่แบ่งขาว-ดำแบบสุดขั้ว จังหวะบังเอิญที่ช่วยให้ตัวเอกรอดวิกฤต และเจตนาตัวละครที่อ่านง่ายเหมือนนิทานแฟนตาซีแอ็กชัน คือการเอาโปรดักชันระดับพรีเมียมมาหุ้มเนื้อหาความบันเทิงสำเร็จรูปดั้งเดิมนั่นเอง

การแสดงที่คอนทราสต์จนสะดุด

ในส่วนของการแสดง ชาร์เลท วาศิตา ทำหน้าที่ได้ดีในการตรึงอารมณ์นิ่ง ดุดัน และใช้สายตาแบกความแค้น ส่วนรุ่นใหญ่อย่าง เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ ก็วางจังหวะได้สุขุม

แต่จุดที่น่าสังเกตคือ พลัง โลกศิลป์ ในบท 'ตงหยาง' ซึ่งปกติเป็นคนเก่งเรื่องคอมมิกและจังหวะเสียดสี แต่พอเอาพลังงานระดับไฮเปอร์ ทั้งการถลึงตา กัดกราม และภาษากายที่ใหญ่เกินจริง มาใส่ในโลกกึ่งฟิล์มนัวร์ ผลลัพธ์คือการแสดงที่โดดเด่นออกมาจนผิดสัดส่วนกับโทนเรื่อง

งานนี้สันต์ ศรีแก้วหล่อ ผู้กำกับที่เคยฝากผลงานมาสเตอร์พีซอย่าง พิษสวาท, ล่า (2017) และ บางกอกคณิกา ซึ่งเข้าใจจริตคนดูไทยอย่างลึกซึ้ง เลือกที่จะเน้นความฉับไวและจุดขายแฟนตาซีเพื่อให้เข้าถึงผู้ชมวงกว้าง มากกว่าจะเคี่ยวกรำความสมจริงของศาสตร์การแพทย์แผนไทย

สรุปคือ 'คลึง' ยังก้าวไม่พ้นกรอบเดิม และไม่สามารถเป็นดาร์กทริลเลอร์ที่หนักแน่นได้ เหมือนเราขึ้นเตียงนวดในร้านหรูๆ กับหมอนวดท่าทางเก่ง แต่สุดท้ายกลับนวดไม่ลงน้ำหนักและไม่โดนเส้นแห่งความสมจริงเลยสักนิด

สรุปแล้ว ใครชอบแนวพลังวิเศษในคราบสปาหรูน่าจะเลิฟ แต่ถ้าใครหวังความสมจริงเชิงวิทยาศาสตร์ อาจจะต้องทำใจนิดนึงนะ

จากแหล่งข้อมูลสาธารณะ วิกิพีเดีย ยูทูบ อินสตาแกรม และติ๊กต็อก