MAD Thailandเพลง คนดัง และป๊อปคัลเจอร์
บันเทิง

จากละครคุณธรรมสู่คลิปสตรอว์เบอร์รี่นอกใจ! เมื่อละคร AI กำลังจะกลายเป็นอาวุธใหม่ของสาย Marketing

Pexels

ไถฟีด TikTok ช่วงนี้ถ้าไม่เจอละครคุณธรรมที่ติดแท็กสร้างด้วย AI ก็ต้องเจอคลิปสตรอว์เบอร์รี่กับกล้วยหอมนอกใจกัน หรือไม่ก็ผักกาดแก้วที่เป็นอินฟลูเอนเซอร์สาว และรักสามเศร้าของเหล่าเห็ด ซึ่งความแปลกใหม่ที่ดูไม่สมเหตุสมผลนี้กำลังกลายเป็นเทรนด์ละคร AI ที่อาจจะเข้ามาพลิกโฉมทั้งอุตสาหกรรมคอนเทนต์

จริงๆ แล้วละคร AI คือคลิปสั้นความยาวไม่เกินหนึ่งนาทีที่ใช้เครื่องมือ AI ทำงานตั้งแต่เขียนบท สร้างคาแร็กเตอร์ ไปจนถึงตัดต่อ หรือบางเรื่องอาจใช้ AI แค่บางส่วนแล้วนำมาตัดต่อด้วยเครื่องมือปกติ เนื้อหาจะคล้ายละครคุณธรรมที่มีตัวเอก ตัวร้าย และจบแบบเดาทางได้ แต่จุดเด่นคือการสร้างตัวละครเป็นสิ่งของ อาหาร หรือสัตว์ ซึ่งเป็นฉากที่ไม่มีทางสร้างให้เกิดขึ้นจริงได้ในโลกปกติ

ทำไมเราถึงหยุดดูไม่ได้?

ในยุคที่ทีวีดิจิทัลแข่งกันเรื่องความคมชัดแบบ Cinematic แต่พอมาถึงยุควิดีโอสั้น คนกลับให้ความสำคัญกับสิ่งที่ชิงความสนใจได้ในไม่กี่วินาที ซึ่งละคร AI ตอบโจทย์นี้ได้ดีมาก โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ The Conversation บอกว่าละครพวกนี้ทำงานกับสมองคล้ายกับการพนัน เพราะเชื่อมโยงกับ Dopamine Signaling และ Reward Learning

สมองมนุษย์ชอบเรื่องแปลกใหม่อยู่แล้ว การที่เราไม่รู้ว่าคลิปต่อไปจะเจอตัวละครอะไรที่แปลกกว่าเดิมแค่ไหน จึงเหมือนเป็นการให้รางวัลแบบไม่มีแพตเทิร์นที่แน่นอน ซึ่งกระตุ้นให้หลั่งโดปามีนจนเราอยากดูซ้ำๆ แถมตามทฤษฎี Cognitive Dissonance Theory แม้ความไม่สมเหตุสมผลจะทำให้เรารู้สึกเครียด แต่แทนที่จะเลิกดู เรากลับเฝ้าดูต่อไปเพื่อหาทางแก้ไขความตึงเครียดนั้น จนหยุดไถฟีดไม่ได้ในที่สุด

จุดเปลี่ยนของวงการโปรดักชัน

ถ้าเป็นละครหรือภาพยนตร์ปกติ ต้องใช้ทีมงานมืออาชีพเป็นสิบเป็นร้อยชีวิต แต่ละคร AI ใช้แค่คนนั่งหน้าคอมพิวเตอร์กับเครื่องมือเพียงสามถึงสี่ตัวก็เสร็จแล้ว แถมต้นทุนก็มีแค่ค่าสมาชิกรายเดือนหรือรายปีของโปรแกรมที่ใช้ ความง่าย เร็ว และผลิตได้ครั้งละมากๆ นี้ทำให้เทรนด์ละคร AI ถูกมองว่าจะมาพลิกโฉมวงการภาพยนตร์

แม้แต่ละครคุณธรรมที่เคยฮิตก็โดน AI Disrupt เช่นกัน โดยเมื่อมีนาคมที่ผ่านมา ยูฮัก มีเดีย บริษัทสื่อจากจีน ได้เปิดตัวคาแร็กเตอร์ AI อย่าง ‘ฉิน หลิงเยว่’ และ ‘หลิน ซีหยาน’ จนคนเบื้องหลังในอุตสาหกรรมละครสั้นของจีนเริ่มกังวลว่าอาชีพของตัวเองจะได้รับผลกระทบ

โอกาสทองของสาย Marketing

สำหรับแบรนด์ นี่คือโอกาสที่จะทำ Storytelling แบบ Cinematic โดยไม่ต้องลงทุนโปรดักชันใหญ่โต ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดได้หลายทาง เช่นการทำ Campaign Teaser ฉบับ AI เพื่อเรียกน้ำย่อยให้คนสงสัยและอยากติดตามต่อ โดยเนรมิตฉาก Sci-fi หรือโลกอนาคตที่หักมุมเหนือจินตนาการได้ในไม่กี่วัน ไม่ต้องเช่าสตูดิโอให้เสียเวลา ยิ่งแปลกตายิ่งกลายเป็นไวรัลได้ง่าย

หรือจะเปลี่ยนการรีวิวสินค้าที่น่าเบื่อ ให้กลายเป็นละครสั้นหักมุมสุดฮาโดยใช้ความเหนือจริงของ AI เช่น ให้กระป๋องเครื่องดื่มมาปรับความเข้าใจกับน้ำแข็ง หรือสบู่ตกหลุมรักกับฝักบัว ซึ่งความตลกนี้จะช่วยลดกำแพงการขายทำให้คนจดจำแบรนด์ได้แม่นขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถเปลี่ยนมาสคอตนิ่งๆ ให้กลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่คอยตอบคอมเมนต์ลูกค้าในรูปแบบวิดีโอ ซึ่งช่วยสร้าง Brand Loyalty และประหยัดค่าตัวพรีเซนเตอร์ในระยะยาว

สุดท้ายคือการนำคอนเทนต์ AI ไปขึ้นจอ LED ยักษ์ตามห้างหรือสี่แยก ซึ่งจะช่วยทลายข้อจำกัดเรื่องงบประมาณและเวลาของงาน 3D แบบเดิมๆ ทำให้แบรนด์สร้างคาแร็กเตอร์หลุดโลกมาโต้ตอบกับคนเดินถนนได้ และเปลี่ยนชิ้นงานโฆษณาได้บ่อยตามต้องการโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าโปรดักชัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงจุดที่ตลาดอิ่มตัว ผู้บริโภคจะกลับมาโหยหาความจริงแท้และพลังสร้างสรรค์จากมนุษย์ นักการตลาดจึงต้องหาจุดสมดุลระหว่างความล้ำของเทคโนโลยีกับจิตวิญญาณของครีเอเตอร์เพื่อให้ครองใจคนได้ยั่งยืน

ว่าแต่ถ้าแบรนด์โปรดของคุณเอาผลไม้มาจีบกันในคลิป จะมีใครใจอ่อนกดสั่งซื้อตามบ้างไหมนะ?

จากแหล่งข้อมูลสาธารณะ วิกิพีเดีย ยูทูบ อินสตาแกรม และติ๊กต็อก